ความเป็นไทยในการ์ตูนคอมมิค !!!
บทความอันนี้หยิบยกเรื่องการ์ตูนไทยมาให้อ่านกันอีกแล้ว เพราะไม่ว่าเราจะเข้าสู่เว็บการ์ตูนที่ไหน ก็มักจะหยิบยกถึงเรื่อง การ์ตูนไทยเปรียบเทียบกับการ์ตูนญี่ปุ่นกับการ์ตูนฝรั่งอยู่เสมอ ทั้งนี้การ์ตูนไทยในรูปแบบการ์ตูนภาพ หรือ การ์ตูนคอมมิก ก็เปรียบเสมือนการ์ตูนในยุคตั้งไข่ เพิ่งเริ่มหัดคลาน อะไรก็ยังดูไม่เข้าที่เข้าทาง เรื่องความเป็นไทยในการ์ตูนที่เขียนโดยนักเขียนรุ่นใหม่มักเป็นประเด็นให้ โต้เถียงกันเสมอ ทั้งในหมู่นักเขียนและบุคคลภายนอกที่วิพากษ์การ์ตูนที่นักเขียนรุ่นใหม่ เขียน ซึ่งเราอาจแยกประเด็นออกได้สองมุมมอง คือ มุมมองของนักเขียนด้วยกันและมุมมองของบุคคลภายนอก

โดยมุมมองของนักเขียนด้วยกันมักจะกล่าวถึงเทคนิคทางภาพเช่นเรื่องลายเส้น โดยจะมีทัศนะที่ว่าลายเส้นแบบสมจริงจะดูเป็นการ์ตูนไทย( ลายเส้นแบบนักเขียนรุ่นเก่า อาทิ ราชเลอสรวง จุก เบี้ยวสกุล) หรือลายเส้นแบบการ์ตูนล้อขำขันเพราะลายเส้นของนักเขียนรุ่นใหม่นั้นรับ อิทธิพลมาจากมังงะที่นิยมวาดตาโตจึงเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน แต่ในความเป็นจริงก็มี มังงะหลายเรื่องที่เขียนแบบสมจริงแต่ก็ยังดูเป็นมังงะ ดังนั้นประเด็นจริงถูกเบี่ยงเบนไปในเรื่องการพยายามเขียนเนื้อเรื่องที่เป็น การย้อนยุค เพราะจะสามารถถ่ายทอดความเป็นไทยผ่านการแต่งกายและบรรยากาศของตัวละครหรือ การออกแบบตัวละครโดยมีการตกแต่งด้วยลายไทยลงไปเพื่อให้ความเป็นไทยชัดเจน ขึ้นและเทคนิคทางเรื่อง เช่นการแต่งเรื่องที่เป็นยุคปัจจุบันเพื่อแสดงสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศใน ประเทศ ทั้งนี้อาจจะเป็นการจงใจทำหรือด้วยเนื้อเรื่องก็ตามก็ล้วนเป็นไปเพื่อจุด ประสงค์ที่จะแสดงอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ของงานและสิ่งที่เป็นแรงจุงใจ ในการพยายามใส่สัญลักษณ์ความเป็นไทยลงในงานก็สืบเนื่องมาจากมุมมมองของบุคคล ภายนอกวงการนั่นเองที่อยากเห็นผลงานของนักเขียนรุ่นใหม่ดูมีเอกลักษณ์แตก ต่างจากการ์ตูนชาติอื่น

ส่วนมุมมองของบุคคลภายนอกนั้นส่วนใหญ่มักไม่ใช่คนที่อ่านการ์ตูนมังงะซึ่งจะ ออกความเห็นในแง่ที่ลายเส้นของนักเขียนรุ่นใหม่ดูเป็นมังงะหรือการ์ตูน ญี่ปุ่นและมักเสนอความคิดให้พวกนักเขียนรุ่นใหม่เขียนงานให้ดูเป็นลายเส้น แบบไทย ทั้งนี้ลายเส้นแบบไทยหรือการ์ตูนไทยในความคิดของคนกลุ่มนี้คือ ลายเส้นแบบสมจริงและแบบการ์ตูนล้อเลียน ขำขัน ถึงแม้จะเป็นกลุ่มที่ไม่อ่านมังงะแต่ก็มีอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นใหม่เพราะคน กลุ่มนี้คือคนที่ถูกเรียกว่าผู้ใหญ่บางรายก็เป็นบรรณาธิการก็มี

การตอบสนองของนักเขียนรุ่นใหม่ต่อทัศนะนี้ก็มีหลายแบบ บ้างก็ไม่พอใจเพราะไม่สามารถอธิบายให้คนกลุ่มนี้เข้าใจได้ว่าทำไมตนถึงพอใจ ที่วาดลายเส้นแบบนี้ซึ่งจริงๆแล้วก็มีเหตุผลที่อธิบายได้ (เช่น ลายเส้นแบบมังงะเป็นที่นิยมในยุคนี้ถ้าไม่วาดแบบนี้ก็ขายงานยาก , การเขียนตาโตทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี แต่ที่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดคือ จุดประสงคืในการเล่าเรื่อง เพราะลายเส้นแต่ละประเภทนั้นเหมาะกับแนวเรื่องเป็นแนวๆไป พูดง่ายๆก็คืออยู่ที่จุดประสงค์ของนักเขียนเพราะในเมื่อไม่ได้คิดจะเขียน การ์ตูนแก็ก ตลกโปกฮาจึงไม่วาดลายเส้นแบบการ์ตูนล้อเป็นต้น และอาจเป็นไปได้ว่ายังไม่มีงานลายเส้นแบบไทยดั้งเดิมที่เป็นที่ประทับใจพอ สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ให้อยากเอาอย่าง) การได้รับคำแนะนำให้ใส่ความเป็นไทยจากคนภายนอกก็ทำให้นักเขียนส่วนหนึ่ง พยายามใส่ความเป็นไทยลงไปตามความเข้าใจของตน เช่นวาดลายไทยใส่ลงไปหรือการ์เขียนการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์การเอาวรรณคดีมา เขียน แต่ในความรู้สึกของผู้เขียนเองก็ยังรู้สึกว่ายังดูฝืนๆและไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนการ์ตูนตลกหรือแบบลายเส้นรุ่นเก่าแม้แต่ในวงการอนิเมชั่นและเกมเองก็ พยายามค้นหาสิ่งเดียวกันอยู่ด้วยวิธีคล้ายๆกัน

ปัญหานี้มักไม่ใช่ปัญหาของนักเขียนโดยตรงเพราะส่วนใหญ่คนอ่านมังงะและมังงะ ที่คนไทยเขียนจะไม่คำนึงถึงอยู่แล้ว ขอเพียงแต่เขียนออกมาสนุกน่าติดตามก็พอ แต่ระดับสังคมภายนอกแล้วกลับเป็นเหตุให้มีการวิวาทะกันเป็นระยะ ในเวลาที่มีการจับกุมการ์ตูนลามกหรือร้านเกมที่เปิดเกินเวลา และมักจะมาลงเอยที่นักเขียนรุ่นใหม่ว่าทำไมไม่มีผลงานออกมาเพื่อทดแทนสิ่ง ที่พวกเขาคิดว่าไม่ดี ซึ่งคงจะต้องการให้การ์ตูนไทยออกมามีส่วนแบ่งตลาดจากการ์ตูนญี่ปุ่นบ้างซึ่ง ผู้เขียนเองในฐานะนักเขียนเองก็รู้ว่ายากแต่ก็พอมีทางเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับ การจับทางการตลาดให้ถูกแต่ท้ายที่สุดบรรดาสื่อก็จะมาจับเรื่องเอกลักษณ์ความ เป็นไทยในการ์ตูนที่นักเขียนรุ่นใหม่เขียนอยู่ดีดังนั้นอะไรล่ะที่เป็น เอกลักษณ์ไทยที่แท้จริง

จากการที่ผู้เขียนได้ศึกษาจากงานวิจัยและลงมือทดลองมา ก็ได้คีย์เวิร์ดสำคัญของ นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่คุณหมอได้อธิบายความเป็นมังงะของญี่ปุ่นในหนังสือ มังงะคลาสิค ของสำนักพิมพ์มติชน ว่าความเป้นมังงะไม่ได้อยู่ที่ลายเส้นแต่อยู่ในความเป็นญี่ปุ่นในตัวนัก เขียนเอง ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากศาสนาชินโต เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว ศิลปะของญี่ปุ่นเองก็รับอิทธิพลมาจากชินโตและศาสนาพุทธนิกายมหายานทั้งนั้น แล้วไทยเรามีพื้นฐานทางศิลปะวัฒนธรรมมาจากอะไร ซึ่งก็ตอบได้ไม่ยากเลย ว่า ศาสนาพุทธเถรวาท,ศาสนาพราหมณ์และความเชื่อท้องถิ่น เพราะวัดวาอาราม ลายไทย ประติมากรรมก็เป็นอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธทั้งสิ้น ส่วนที่เป็นแก่นของพุทธแบบเถรวาทที่คนไทยรู้ๆกันเช่น กฎแห่งกรรม เรื่องกิริยามารยาทของคนไทยที่ทั่วโลกชื่มชมก็เนื่องมาจาก ศาสนาพุทธนี่เอง แต่เราจะประยุกตร์เอาเรื่องศาสนาไปอยู่ในมังงะได้อย่างไรนี่คือสิ่งที่ต้อง คิด

จากที่ได้เท้าความมาในบทก่อนนั้นเพื่อให้เห็นที่มาของ ความพยายามของนักเขียนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่พยายามใส่ความเป็นไทยลงในผลงาน เพราะ ความคิดเห็นของคนที่อยู่นอกกลุ่มนักเขียนและนักอ่านหรืออาจจะเรียกได้ว่า สังคมส่วนรวมอยากเห็นผลงานที่มีเอกลักษณ์เป็นไทย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อ่านมังงะก็ตาม แต่ในมุมมองของนักอ่านมังงะกลับไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะให้ดูเป็นไทยหรือไม่ แล้วเหตุใดคนที่ไม่อ่านมังงะจึงเสนอประเด็นนี้ต่อนักเขียนรุ่นใหม่ พูดตรงๆก็คือ"ถ้าคุณท่านไม่อ่านแล้วมาเสนอความคิดทำไมมิทราบ" ตรงนี้ก็ชวนคิดว่าถึงคนพวกนี้ไม่อ่านแต่เขาคงจะเคยเห็นคนอื่นอ่าน ผู้เขียนเข้าใจว่าลึกๆคนกลุ่มนี้ก็อยากอ่านมังงะเหมือนกันแต่พวกเขาไม่เข้า ใจความเป็นญี่ปุ่น เช่น ธรรมเนียม ประเพณี ต่างๆซึ่งผู้ที่อ่านมังงะมาตั้งแต่เด็กจะค่อยๆซึมซับสิ่งเหล่านี้และเข้าใจ ได้ดี ซึ่งต่างจากคนที่ไม่ได้อ่านมาหรืออ่านมาน้อย ยกตัวอย่าง มิโกะ คนที่อ่านมังงะมานานจะเข้าใจได้ว่ามิโกะคืออะไรแต่คนที่ไม่ทราบก็จะนำคำนี้ ไปเทียบกับสิ่งที่ตนรู้จักและมีการป้องกันตัวว่าตนไม่รู้ด้วยการทำให้คำว่า มิโกะเป็นเรื่องขบขันโดยอาจไปเทียบกับคำว่า มิดะ ในภาษาไทยซึ่งเป็นคนละเรื่องเลย แต่ถ้าเขารู้ว่าเป็น คนทรงหรือม้าทรงก็จะเข้าใจตรงกัน คนกลุ่มที่ไม่อ่านมังงะจึงอยากจะเห็นมังงะที่ใช้สัญลักษณ์แบบไทยหรือพื้น บ้านเพื่อให้ตนสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้เหมือนๆกับการ์ตูนผีเล่มละ10-25บาท ที่ในสายตานักวาดรุ่นใหม่ดูแคลนว่าขาดความปราณีตและมีเนื้อเรื่องฉาบฉวย แต่ในความเป็นจริงการ์ตูนผีเหล่านี้มียอดขายที่สูงกว่ามังงะที่คนไทยเขียนใน สำนักพิมพ์เดียวกันซะอีก ในราคาเล่มละ25ซึ่งใกล้เคียงกับมังงะไทย คนที่อ่านก็อาจคิดได้ว่าเรื่องผีๆสนุกก็จริงแต่ทำไมไม่วาดออกมาสวยๆเหมือ นมังงะบ้างนะ

ด้วยเหตุนี้จึงอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการตลาดได้ถ้ามังงะที่คนไทยเขียน นำเสนอความเป็นชีวิตแบบบ้านๆมากขึ้น ตามที่คุณหมอประเสริฐกล่าวไว้ ว่าความเป็นมังงะไม่ได้อยู่ที่ลายเส้นดังนั้น นักเขียนรุ่นใหม่ก็สามรถเขียนหน้าตาสไตล์ญี่ปุ่นที่ตนได้รับอิทธิพลก็ได้ แต่เนื้อเรื่องต้องเขียนขึ้นบนทัศนะคติของสังคมไทยที่มีพื้นฐานมาจากพุธ ทศาสนาแบบเถรวาท,พราหณม์และความเชื่อท้องถิ่น
ผู้เขียนขอนำเสนอตัวอย่างการแต่งพล็อตโดยอิงจากคติแบบไทยเราดังนี้แนว รักโรมันติกคนไทยเรามีความเชื่อเรื่องเนื้อคู่ หนุ่มสาววัยรุ่นมักจะพยายามเชื่อว่าแฟนหรือคนที่กำลังจีบหรือมาจีบนั้นอาจ เป็นเนื้อคู่ของตนถ้าหากต่างฝ่ายต่างต้องตากันและกัน จะได้เป็นคู่จริงหรือไม่อยู่ที่พรหมลิขิตและการที่ได้เป็นคู่กันในชาตินี้ก็ เพราะได้ทำบุญร่วมกันมาก่อน ดังน้นก็จะมีเรื่องเวรกรรม ชาติภพมาเกี่ยวข้อง นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องจริตของตัวละครการวางตัวของผู้หญิงไทยเราไม่ เหมือนชาติอื่นแค่นี้ก็เป็นเอกลักษณ์แบบไทยเราแล้ว จริงๆถ้าอ่านนิยายในนิตยสารผู้หญิงตามแผงก็จะตรงเลย บางเรื่องก็มีการอิงความเชื่อทางพราหมณ์ เช่น เรื่องดอกปาริชาติที่ดมกลิ่นแล้วจะระลึกชาติได้
แนวต่อสู้ส่วนใหญ่เรามักใส่ความเป็นแฟนตาซีลงไปด้วยเหมือนกับมังงะที่เราอ่านกันก็จะ มีความเป็นแฟนตาซีอยู่เช่นเรื่อง บลีซ ที่เป็นโลกยมฑูต แต่ในคติไทยเราเรื่องภูติผีปิศาจ มักเป็นเรื่องไสยศาตร์ที่คนรู้อาคมเท่านั้นจะเข้ามาข้องเกี่ยว และที่สำคัญปิศาจในนิยามแบบไทยเราก็ต่างไปจากญี่ปุ่นเพราะถ้าพูดถงึปิศาจใน ทางพุทธเราจะนึกถึง มาร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มากกว่าจะมีตัวตน หมายถึงความคิดไฝ่ต่ำ กิเลส ความชั่วร้าย ในทางพราหมณ์จะหมายถึงพวกยักษ์หรืออสูร,อสุรา แปลตรงตัวคือพวกไม่ดื่มเหล้าไง ซึ่งพวกพราหมณ์ยัดเยียดความเป็นอสุรให้กับคนนอกศาสนาตนและยัดเยียดให้พวกดรา วิเดียนผิวดำ อสูร จริงๆก็คือศัตรูทางการเมืองของพวกพราหมณ์นั่นเอง ในนรกพวกปิศาจนรกจริงๆในทางพุทธก็คือบรรดานายเวรที่มีหน้าที่ทรมานนักโทษ ซึ่งพวกนี้ไม่มีทางออกมาเพ่นพ่านบนโลกแน่เพราะเขามีหน้าที่ต้องทำตามกรรมที่ เขาทำมาปิศาจที่มาอาละวาดบนโลกจะเป็นพวกผีร้ายที่ไม่ไปผุดไปเกิดมากกว่าและ คนที่ใช้พวกนี้ทำเรื่องไม่ดี โดยส่วนใหญ่คนที่จะจัดการกับพวกเดรฉานวิชามักจะเป็นพระสงฆ์ที่มีตบะแรงกล้า เพราะสิ่งชั่วร้ายใดก็แพ้อำนาจพุทธคุณทั้งสิ้น
ที่เขียนมาเป็น ตัวอย่างคร่าวๆซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นทางออกอีกทางสำหรับการขยายกลุ่มคน อ่านมังงะคนไทยให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่จำกัดอยู่เฉพาะคนที่อ่านมังงะญี่ปุ่น ทั้งนี้ก็สุดแท้แต่วิจารณญาณของแต่ละท่านผู้เขียนเพียงแต่หยิบยกมาเพื่อเป็น แง่คิดเท่านั้น ในเร็วๆนี้ผู้เขียนอาจจะลงมือเขียนซักเรื่องเพื่อเป็นการทดลอง